หลักการสำคัญคือ "ต้องยินยอมทั้งสองฝ่าย" เจ้าหนี้บังคับลูกหนี้เอาของมาจ่ายไม่ได้ และลูกหนี้ก็บังคับให้เจ้าหนี้รับของแทนเงินไม่ได้เช่นกัน
1. มาตรากฎหมายที่เกี่ยวข้อง (หัวใจสำคัญ)
มาตรา 321 (การชำระหนี้เงินด้วยอย่างอื่นX
"ถ้าเจ้าหนี้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ ท่านว่าหนี้นั้นก็เป็นอันระงับสิ้นไป"
Keyword
ต้องมีการ "ยอมรับ" (Consent) หากเจ้าหนี้ตกลงรับของชิ้นนั้น หนี้เงินกู้เดิมจะระงับทันที
มาตรา 656 วรรคสอง (การชำระหนี้กู้ยืมด้วยทรัพย์สิน):
"ถ้าผู้ให้กู้ยืมยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมไซร้... ท่านให้คิดเป็นจำนวนเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งสิ่งของนั้นในเวลาและ ณ สถานที่ส่งมอบ"
"ราคาตลาด" ณ วันที่ส่งมอบเท่านั้น ห้ามตีราคาต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อเอาเปรียบลูกหนี้ หากมีข้อตกลงขัดกับข้อนี้ ข้อตกลงนั้นจะเป็น "โมฆะ" ตามมาตรา 656 วรรคสาม
2. แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
ฎีกาที่ 6964/2567 : การเอาทรัพย์สินอย่างอื่นมาชำระหนี้แทนเงินกู้จะทำให้หนี้ระงับได้ ต้องมีการตกลงราคาทรัพย์สินนั้นตามราคาท้องตลาด ณ เวลาและสถานที่ส่งมอบ เพื่อให้ทราบว่าหนี้เงินกู้ระงับไปเป็นจำนวนเท่าใด หากเป็นการมอบทรัพย์ไว้เพื่อให้เจ้าหนี้นำไปขายทอดตลาดเพื่อเอาเงินมาใช้หนี้ ไม่ใช่การตีราคาโอนกรรมสิทธิ์ทันที ดังนั้นหนี้จะยังไม่ระงับจนกว่าจะขายทรัพย์ได้เงินมา
สรุป: "อยากเอาของใช้หนี้? ทำได้! แต่ต้องยินยอมและตกลงกันทั้งสองฝ่าย และต้องอ้างอิงราคาตลาด ห้ามกดราคา"
